สวัสดีครับ วันนี้ลองสลับโทนมาคุยเรื่องไม่ค่อย Technical บ้างนะครับ
อีกหนึ่งคำถามที่เจอบ่อยที่สุดจากทุกเวทีคือ
“อาจารย์ครับ / คะ ถ้า AI เก่งขนาดนี้ แล้วงานอะไรจะมีคุณค่าในยุค AI”
คำตอบแรกของผมคือ “มาเป็น AI team กับ STEL มั้ยครับ” (ฮ่า)
แต่ถ้าให้ตอบจริงจัง ผมว่าต้องท้าวความให้เห็นก่อนว่าเทคโนโลยีมาเปลี่ยนบทบาทตลาดแรงงาน (หรือสินค้าและบริการ) อย่างไรบ้างในอดีต
ตัวอย่างแรก
ย้อนไป 30-40 ปีก่อน สมัยที่โลกยังไม่มีเครื่อง Espresso Machine ยุคนั้นกาแฟคือสินค้าพรีเมียม การจะกินกาแฟแก้วนึงวุ่นวายมาก ต้องมีหม้อต้ม มี moka pot มี เวลามากพอจะเตรียม และทักษะในการต้มให้ได้รสชาติที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่ได้ง่ายหรือสะดวกสำหรับคนทั่วไป ในเมืองไทย ชีวิตเรามีแค่ โอเลี้ยง ซึ่งคือ กาแฟดำเย็นที่ชงด้วยถุงกรอง หวานจัด เสิร์ฟกับน้ำแข็ง หรือไม่ก็กาแฟสำเร็จรูป ใส่ซอง ชงดื่ม เท่านั้น
เวลาผ่านไป โลกมี Espresso Machine หรือเครื่องชงกาแฟ ที่ บด ต้มน้ำ และอัดแรงดันในตัว ผลลัพธ์ = เกิดวัฒนธรรม Espresso shot แพร่หลายราคา Espresso Shot ลดลงมาก จาก แก้วละหลักร้อย จนกระทั่งทุกวันนี้ หลักสิบในร้านสะดวกซื้อก็มีขาย Espresso Machine มาทำให้กาแฟเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา กาแฟสด กลายเป็น commodity และ “ราคาถูกลง” จนเราซื้อบริโภคได้วันละหลายแก้ว แต่หลังจากนั้น สิ่งที่เกิดใหม่คือตลาด Specialty Coffee ที่ เน้นการคัดสรรเมล็ดพันธุ์ วิธีการคั่ว และการสกัดอย่างพิถีพิถัน จนราคาสูง บางแก้วราคากว่า 300-500 บาท เพราะจุดขายคือการมี “คน” อยู่ในกระบวนการชง มีความปราณีต มี craftsmanship และ ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับผู้ดื่ม ทำให้ กาแฟไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่กลายเป็นงานศิลปะและบทสนทนา
พูดง่ายๆ เกิด value shift จาก “ความสะดวก” สู่ “ความพิถีพิถันและประสบการณ์” เพราะการมาถึงของ Espresso Machine นั่นเอง หรืออีกตัวอย่าง สมัยก่อน ดนตรี คือสินค้าที่บันทึกเสียงขายใส่ คาสเซตท์ หรือ ซีดีธุรกิจดนตรีทำเงินจากการขาย recording หรือ เทป / ซีดี เป็นหลักจนการมาถึงของ MP3 ทำให้เกิดการซื้อเพลงเป็นไฟล์ผ่านคอมพิวเตอร์
เลยเถิดมาถึงยุคสตรีมมิ่ง ที่ตอนนี้เราจ่ายเงิน “เช่าฟังเพลง” จากแพลตฟอร์ม ดูเผินๆ การมาถึงของเทคโนโลยี ทำให้ราคา (มูลค่า) ของดนตรีลดลง ราคาถูก จนทุกคนฟังเพลงกันได้ง่ายมากในวันนี้ แต่ value shift ก็เกิดขึ้นครับ ธุรกิจคอนเสิร์ต การแสดงสด เทศกาลดนตรี กลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินมหาศาล เอาเฉพาะเมืองไทย ถึงขั้นเราอยากผลักดันให้เราเป็นเมืองแห่งคอนเสิร์ตของเอเชีย หรือกระทั่ง Taylor Swift, Lady Gaga, Blackpink — ทัวร์คอนเสิร์ตทีนึง ทำเงินหลายพันล้านบาท / หลายร้อยล้านดอลลาร์
นั่นแปลว่า แม้ “ราคาต่อเพลง” จะถูกลง แต่มนุษย์ยัง “ให้คุณค่า” กับดนตรีอยู่ เพียงแต่ value shift ไปที่การแสดงสด และ ประสบการณ์ร่วมทางอารมณ์ที่สัมผัสได้เฉพาะหน้าเวที มากขึ้นมากต่างหากซึ่งก็เช่นเคย กลับมาที่ craftsmanship หรือ คุณค่าที่เกิดจากความเป็นมนุษย์จริงๆ – ทั้งการแสดงออก ความสด และพลังบนเวที หรือพูดง่ายๆคือ Human Value นั่นเอง ปรากฏการณ์แบบนี้บอกเราว่า เทคโนโลยีไม่ได้ลดคุณค่าของสิ่งต่างๆ เสมอไป
ซึ่งถ้ามองเผินๆ อาจมองได้ว่า มันทำให้หลายอย่าง “ราคาถูกลง” หรือเข้าถึงง่ายขึ้น แต่ขณะที่เทคโนโลยีทำให้ “สิ่งหนึ่งกลายเป็น mass” หรือเป็น commodity ตัว value มันไม่ได้หายไปไหนนะครับ มันแค่ shift และมัน shift ไปหา สิ่งที่มนุษย์ยัง “ใส่ตัวตน ใส่ความรู้สึก และใส่ความตั้งใจลงไปได้” นั่นเอง
ถึงตรงนี้ทุกคนคงเดาได้แล้วว่าผมจะบอกว่า value ในยุค AI อยู่ไหน
คำตอบคือ อยู่ที่ Human Value การมาของ AI ทำให้ งานที่เป็น routine, predictable, scalable – กลายเป็นเรื่องที่ machine ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็คาดได้ว่า value มันจะ shift ไปอยู่กับงานที่ต้องใช้ judgment, empathy, ความคิดสร้างสรรค์, และการสื่อสารระหว่างมนุษย์ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ที่ผ่านมา เราเริ่มได้ยินกันแล้วว่า content โฆษณาสร้างโดย AI มักจะได้รับความสนใจน้อยกว่า content แท้ๆ ก็เพราะเหตุนี้
ดังนั้น ผมเชื่อว่า ในโลกยุคต่อไปนี้คุณค่าของงานจะอยู่ที่ Human Value นี่แหละครับ
ผมเชื่อว่าถ้าเราป่วย คงไม่มีใครอยากพบคุณหมอที่เป็นแชทบอท เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าการรักษาที่แม่นยำ น่าจะเป็นการได้เจอคุณหมอ ที่สอบถามอาการเราได้อย่างครบถ้วน และมีความเห็นอกเห็นใจ สื่อสาร แคร์ และดูแลผู้ป่วย แบบมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน
เช่นเดียวกัน เราคงอยากคุยกับทนายความที่เข้าใจปัญหาของเราเห็นอกเห็นใจเราและพร้อมจะสู้เพื่อเรา ครูที่สอนเราในแบบที่เราพร้อมจะเรียนสถาปนิกที่เข้าใจรสนิยมของเรา (และของภรรยาเรา) หรือกระทั่งโปรแกรมเมอร์ ที่เข้าใจโจทย์ลูกค้าอย่างลึกซึ้ง มากกว่าจะเขียนโค้ดได้เก่งแสนเก่ง
ในโลกยุคที่ผลงานกลายเป็น mass และสร้างได้ด้วย Prompt ผมเชื่อว่าสิ่งสำคัญในงานยุคต่อไปคือ “ความเข้าใจมนุษย์” และ “ความเป็นมนุษย์” นี่แหละครับ
